วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รายงานการวิจัยและพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านการอ่านการเขียนภาษาไทยด้วยการจัดการความรู้

รายงานการวิจัยและพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านการอ่านการเขียนภาษาไทยด้วยการจัดการความรู้ของโรงเรียนกอบกุลวิทยาคม (สพท. ๓ สงขลา)
ผู้วิจัย : นางสาวภัทรญาดา ไชยฤกษ์
ที่ปรึกษา : ผู้อำนวยการศุภณัฐ เพชรรัตน์
ปีที่พิมพ์ : พ.ศ.๒๕๕๒
............................................................................................................................................................
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ
         ๑) เพื่อพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนกอบกุลวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการอ่านการเขียนภาษาไทยของผู้เรียน ด้วยการจัดการความรู้
         ๒)เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนสำหรับพัฒนาผู้เรียนด้านภาษาไทย เพื่อพัฒนาการอ่านการเขียนในพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต ๓ โดยใช้กลุ่มประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ โรงเรียนกอบกุลวิทยาคมที่อ่านไม่คล่องเขียนไม่คล่อง จำนวน ๓๐ คน รวบรวมข้อมูลด้านปริมาณและด้านคุณภาพ ใช้สถิติค่าความถี่และค่าร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า
        ๑) โรงเรียนกอบกุลวิทยาคม มีรูปแบบการจัดการความรู้ของครูในการพัฒนานักเรียนและงานในหน้าที่ ตามกระบวนการจัดการความรู้ ๗ ขั้นตอน ร่วมพูดคุยกันในกิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง เพื่อสกัดความรู้และนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาตนเอง
        ๒) มีรูปแบบในการพัฒนาการอ่านเขียนภาษาไทย (best practice)ของโรงเรียน คือ การใช้รูปแบบค่ายนวัตกรรมน้องนางแก้มตุ่ย สอนโดยใช้กระบวนการพัฒนาศักยภาพก่อนแล้วกำหนดเพลงสัญลักษณ์ของค่ายและกลุ่ม จากนั้นฝึกปฏิบัติด้วยชุดฝึกภาษา ๘ ชุด การ์ตูนลายนิ้วมือ และเน้นรูปแบบกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ในการฝึก ด้วยเทคนิคต่างๆและแนวคิด เสริมรักเสริมแรงใจ ให้รู้จักคุณค่าแห่งตน ฝึกฝนสมาธิลีลา สอนภาษาประสมคำ ท่องจำได้ ใช้คำเป็น เห็นคุณค่าภาษาไทย
        ๓) การสอนภาษาไทยเพื่อส่งเสริมการอ่านควรเริ่มจากเทคนิคการสอนที่ต้องศึกษาสภาพผู้เรียนเป็นรายบุคคลก่อน สร้างความตระหนักให้เห็นคุณค่าในตนเอง ปรับเจตคติ สร้างวินัยเชิงบวก ส่วนรูปแบบการสอนภาษาไทย สอนโดยยึดการสอนแบบแจกลูกสะกดคำ พื้นฐานง่ายๆ และการสอนด้วย สื่อ เกม และเพลง เพื่อสร้างเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาไทย และการใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เทคนิคการเสริมแรงเชิงบวก
        ๔) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับครุ ครูเริ่มเข้าใจประโยชน์ของการจัดการความรู้ ขวนขวายหาความรู้ ปรับวิธีสอนให้ทันสมัยขึ้น ยอมรับคนอื่น และรู้จักจุดเด่นของตนเอง จัดระบบงานและบันทึกข้อมูลเป็นระบบขึ้น
        ๕) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านนักเรียน นักเรียนจัดวางตนเองลงในสังคมได้ โดยไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยและลดพฤติกรรมด้านลบลงมาก นักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในด้านบวก รู้จักคุณค่าในตนเอง ตั้งใจเรียนกว่าเดิมและมีจิตสาธารณะ
        ๖) ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนวิชาภาษาไทย ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๑ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปีการศึกษา ๒๕๕๐
ชุดฝึกนวัตกรรมน้องนางแก้มตุ่ย
          เขียนจากประสบการณ์      อ่านออกเสียงชัด
       จับคู่สัตว์แสนง่าย                อ่านสบายพร้อมกัน
       มุ่งมั่นเขียนคำ                    อ่านซ้ำขึ้นใจ
       ร้อยคำเร็วไว                      อ่านให้ดังดัง
       แต่งประโยคเร็วจัง               อ่านซ้ำทีละคน
       รวมคำฝึกฝน                      น้องนางทบทวน
ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
        ๑) การจัดการความรู้ในสถานศึกษา  ยังดำเนินการได้ไม่เข้มแข็งตามที่คาดหวัง เพราะพื้นฐานความถนัดของตัวบุคคล แต่ละคนไม่เหมือนกัน  ฝ่ายนริหารต้องกำกับติดตามและช่วยเหลือให้ครุได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้กันทุกคน เพื่อประโยชน์ในการใช้แหล่งความรู้อย่างรวดเร็วเป็นระบบ
        ๒) นวัตกรรมการพัฒนาการอ่านเขียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบค่านนวัตกรรม ควรขยายขอบเขตการใช้นวัตกรรม ไปสู่ชั้นเรียนอื่นๆ และวิชาอื่นๆมากขึ้น
        ๓) การ์ตูนลายนิ้วมือ เป็นนวัตกรรมสำคัญที่กระตุ้นนักเรียนด้านการอ่านการเขียนการเล่าเรื่อง ฝึกกระบวนการคิดและสร้างสรรค์  ปัจจุบันภาษาไทยกำละงประสบภาวะวิกฤติ  ควรพัฒนาแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สอน ให้เป็นชุดการสอนบูรณาการหลากหลายวิชา  เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจจะศึกษาด้วยตนเองได้  และขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการสอนภาษาไทยในระดับช่วงชั้นที่ ๑-๒ ซึ่งเป็นพื้นฐานการเรียนที่สำคัยก่อนเข้าสู่ระดับมัธยม เป็นการแก้ปัญหาความบกพร่องด้านการอ่านการเขียน
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
        ๑) การจัดการความรู้ของครูในโรงเรียน  ควรเตรียมครูให้มีความรู้พื้นฐาน ในการจัดการความรู้และรู้จริง เพื่อง่ายต่อการพัฒนาที่ซับซ้อนขึ้น จะได้เห็นประโยชน์จากการดำเนินการจริง
        ๒) การเรียนรู้ร่วมกัน  เกี่ยวกับการจัดการความรู้ ต้องเน้นให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และสามารถติดตามได้ทั้งกระบวนการ ทั้งด้านการเรียนการสอน การปฏิบัติงานอื่นๆ จะช่วยให้ครูมีประสบการณ์จริงมากขึ้น และควรสร้างเป็นเครือข่ายการจัดการความรู้
                         (ผู้วิจัย : ปัจจุบัน : ครูชำนาญการพิเศษ ร.ร.วรนารีเฉลิม อ.เมือง จ.สงขลา  สพม.๑๖ )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น